วันอาทิตย์ที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2557

เมาต์รัชมอร์ อนุสรณ์สถานแห่งประชาธิปไตย

 

ข่าวคราวการเมืองระดับโลกที่กำลังฮิตช่วงนี้ข่าวหนึ่ง คือการที่ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาคนปัจจุบัน นายบารัค โอบามา ได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ  ข่าวนี้เป็นที่วิพากษ์วิจารณ์กันอย่างกว้างขวางเพราะโอบามาเพิ่งเข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีเพียงไม่ถึงปี ผลงานยังไม่เป็นที่ประจักษ์  คณะกรรมการรางวัลโนเบลให้เหตุผลว่าเพียงแค่นโยบายของโอบามาที่ประกาศออกมาก็สามารถทำให้โลกคลี่คลายจากวิกฤตการณ์ต่าง ๆ ลงได้ในทันที  เราคงต้องให้เวลาเป็นเครื่องพิสูจน์ว่านายโอบามาเหมาะสมกับรางวัลอันทรงเกียรติเช่นนี้หรือไม่

หันมามองประธานาธิบดีของสหรัฐอเมริกาในอดีตที่มีบทบาทสำคัญเป็นที่ประจักษ์ต่อสาธารณชนชาวโลกกันบ้างดีกว่า  หลายคนคงผ่านตากับภาพอนุสาวรีย์หน้าประธานาธิบดีสี่คนของสหรัฐอเมริกาบนเขามหึมาจากภาพยนตร์หรือสารคดีที่เกี่ยวกับประเทศสหรัฐอเมริกา  รูปสลักดังกล่าวอยู่บนเขาหินแกรนิตชื่อว่าเมาต์รัชมอร์ (Mount Rushmore) ตั้งอยู่ในรัฐเซาท์ดาโกต้า  อนุสาวรีย์แห่งนี้ได้รับสมญาว่าเป็น อนุสรณ์สถานแห่งประชาธิปไตย (Shrine of Democracy)


แนวคิดในการแกะสลักรูปปั้นขนาดมหึมาเริ่มขึ้นในปี ค.ศ. 1923 จุดประสงค์หลักคือเพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวให้มายังรัฐทางตอนกลางของประเทศซึ่งอยู่ห่างไกลจากแสงสีและความเจริญ โดยการสร้างอนุสาวรีย์ทางธรรมชาติของประธานาธิบดี  4 คน ที่มีบทบาทสำคัญตั้งแต่การประกาศอิสรภาพจากอังกฤษจนถึงขณะนั้น ได้แก่
1. จอร์จ วอชิงตัน (George Washington)
2. โทมัส เจฟเฟอร์สัน (Thomas Jefferson)
3. อับราฮัม ลินคอล์น (Abraham Lincoln)
4. ทีโอดอร์ รูสเวลต์ (Theodore Roosevelt)
ทั้งสี่ท่านถือเป็นจิตวิญญาณแห่งเสรีชนชาวอเมริกันในช่วง 150 ปีแรกหลังจากการก่อตั้งประเทศ


จอร์จ วอชิงตัน (George Washington) เป็นประธานาธิบดีคนแรกของสหรัฐอเมริกาในช่วงปี ค.ศ. 1789 - 1797  ท่านเป็นผู้นำกองทัพในการทำสงครามประกาศอิสรภาพจากอังกฤษ  และต่อมาได้รับการยกย่องสถาปนาให้เป็นประธานาธิบดีคนแรกของสหรัฐอเมริกา  ถือว่าท่านคือบิดาแห่งประเทศสหรัฐอเมริกาเลยทีเดียว

 
โทมัส เจฟเฟอร์สัน (Thomas Jefferson) เป็นประธานาธิบดีคนที่สามของสหรัฐฯ ในช่วงปี ค.ศ. 1801 - 1809  ท่านเป็นผู้ร่างคำประกาศอิสรภาพจากอังกฤษ และขยายดินแดนออกไปกว่าสองเท่าจากทีมีอยู่เดิม โดยการซื้อดินแดนในความปกครองของฝรั่งเศส (Louisiana Purchase)  ท่านเป็นผู้มีความสามารถหลายด้าน รวมทั้งผลงานทางสถาปัตยกรรม  บ้านของท่านที่มอนติเชลโล รัฐเวอร์จิเนียซึ่งออกแบบด้วยตัวเองได้รับการยกย่องให้เป็นมรดกโลกโดยองค์การยูเนสโก้

 
อับราฮัม ลินคอล์น (Abraham Lincoln) เป็นประธานาธิบดีคนที่ 16 ของสหรัฐอเมริกา ระหว่างปี ค.ศ. 1861 - 1865 ในช่วงที่ประเทศเข้าสู่ช่วงวิกฤตจากสงครามกลางเมือง (Civil War)  ลินคอล์นเกิดมาในครอบครัวชาวนายากจนในรัฐเคนทักกีตอนกลางของประเทศ  ศึกษากฎหมายด้วยตัวเองจนเป็นนักกฎหมายท้องถิ่น และไต่เต้าขึ้นมาจนได้รับการเลือกตั้งให้เป็นประธานาธิบดีคนแรกจากพรรครีพับลิกัน  ท่านนำรัฐฝ่ายเหนือชนะรัฐฝ่ายใต้ในสงครามกลางเมือง เป็นผลให้เลิกทาสได้สำเร็จในสหรัฐอเมริกา  ท่านถูกลอบสังหารขณะชมการแสดงอยู่ในโรงละคร เป็นประธานาธิบดีที่เสียชีวิตจากการถูกลอบสังหาร และยังคงเป็นประธานาธิบดีขณะเสียชีวิต

 
ทีโอดอร์ รูสเวลต์ (Theodore Roosevelt) เป็นผู้นำประเทศในช่วงปี ค.ศ. 1901 - 1909 เป็นประธานาธิบดีคนที่ 26 ของสหรัฐอเมริกา  ในบรรดาประธานาธิบดีที่ปรากฏบนเมาต์รัชมอร์  รูสเวลต์เป็นคนที่ถูกตั้งคำถามมากที่สุดว่าเขามีผลงานอย่างไรถึงคู่ควรกับตำแหน่งอนุสาวรีย์บนเขาต่อจากอีกสามท่าน (เช่นเดียวกับที่บารัค โอบามาถูกตั้งคำถามถึงความเหมาะสมกับรางวัลโนเบล)  ผลงานที่ประจักษ์ชัดที่สุดของท่านคือการขุดคลองปานามาเชื่อมมหาสมุทรแปซิฟิกและแอตแลนติก ซึ่งช่วยย่นระยะทางการเดินเรือได้อย่างมาก และเรื่องการอนุรักษ์ธรรมชาติโดยการจัดตั้งอุทยานแห่งชาติขึ้นหลายแห่งในสมัยที่ท่านเป็นประธานาธิบดี
ท่านมีชื่อเล่นว่าเท็ดดี้ (Teddy) ตุ๊กตาหมีของฝรั่งจะเรียกว่าเท็ดดี้แบร์ (Teddy bear) ชื่อนี้มาจากประธานาธิบดีรูสเวลต์นั่นเอง เนื่องจากครั้งหนึ่งท่านเข้าป่าล่าสัตว์แล้วมีคนจับหมีมาให้ท่านฆ่า ท่านปฏิเสธที่จะฆ่าหมีที่ไม่มีทางสู้ จึงให้ปล่อยไป  ชาวบ้านที่ทำตุ๊กตาหมีได้ยินเรื่องนี้จึงขออนุญาตเรียกตุ๊กตาหมีที่ผลิตว่าเท็ดดี้แบร์ ซึ่งท่านก็อนุญาต ชื่อนี้จึงติดตลาดตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

 
นายช่างใหญ่ผู้ควบคุมการก่อสร้างชื่อว่า กัตซอน บอร์กลัม (Gurzon Borglum)  ลูกศิษย์ของประติมากรชาวฝรั่งเศสชื่อดัง โอกุสต์ โรแดง (Auguste Rodin)


กัตซอน บอร์กลัมมีผลงานประติมากรรมที่มีชื่อเสียงมากมายก่อนจะมารับงานใหญ่ชิ้นนี้ โดยเฉพาะการก่อสร้างรูปแกะสลักนูนสูงขนาดใหญ่ที่ Stone Mountain รัฐจอร์เจีย เพื่อเชิดชูวีรบุรุษของชาวใต้ในสงครามกลางเมือง 

 
เขาเลือกทำเลสำหรับเมกะโปรเจกต์นี้บนเขาหินแกรนิตชื่อว่าเขารัชมอร์ (Mount Rushmore) ซึ่งอยู่ในเขตเทือกเขาแบล็กฮิลล์ (Black Hills) และัหันไปทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ ทำให้รับแสงแดดเกือบตลอดทั้งวัน  หินที่นี่มีความแข็งสูงมากไม่แตกหักง่าย  เทคนิคที่ใช้ในการก่อสร้างคือการระเบิดหินด้วยไดนาไมต์แล้วจึงแกะสลักรายละเอียด ใช้คนงาน 400 คน งานใหญ่และท้าทายขนาดนี้กลับมีคนงานบาดเจ็บเพียงเล็กน้อยและไม่มีคนตายเลยจากการก่อสร้าง

 
การก่อสร้างทั้งหมดอยู่ในช่วงปี ค.ศ. 1927 - 1941 แต่รวมระยะเวลาที่ใช้ในการก่อสร้างเพียงแค่ 6 ปีครึ่งเท่านั้น เนื่องจากลมฟ้าอากาศและฤดูกาล และปัญหาด้านงบประมาณสนับสนุน 

 
วิวจากอุโมงค์ ถนนไฮเวย์ 16A ตัดผ่านอุโมงค์สามแห่งที่รถเดินได้ทางเดียวสวนไม่ได้ ซึ่งตั้งใจตัดขึ้นเพื่อให้นักท่องเที่ยวได้ชื่นชมความยิ่งใหญ่ตรงหน้าเมื่อลอดผ่านอุโมงค์ 

 
ขอจบด้วยภาพด้านหลังของเมาต์รัชมอร์ ซึ่งน้อยคนนักจะมีโอกาสเห็น  

ลุ่มแม่น้ำลัวร์

ลุ่มแม่น้ำลัวร์ (Loire Valley)  ในตอนกลางของประเทศฝรั่งเศส เคยเป็นดินแดนที่ทรงอิทธิพลของประเทศ   เป็นเสมือนดินแดนในฝันของเจ้าชายเจ้าหญิง   มีปราสาทราชวังใหญ่โตโอฬารที่มีความงดงามทางสถาปัตยกรรมเป็นอย่างยิ่ง  เรียกในภาษาฝรั่งเศสว่า ชาโตว์ (chateau หรือในรูปพหูพจน์ chateaux)   ปราสาทเหล่านี้ส่วนใหญ่ถูกสร้างขึ้นเพื่อการแสดงออกทางฐานะ และหน้าตาทางสังคม  แสดงถึงความฟุ้งเฟ้อตามสไตล์ฝรั่งเศส

 
ปราสาทเหล่านี้มีทั้งหมด 300 กว่าหลัง  สร้างโดยกษัตริย์ และขุนนางในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 10-20   และในวันที่ 2 ธันวาคม ค.ศ. 2000 องค์การยูเนสโก้ได้ขึ้นทะเบียนปราสาทแห่งลุ่มแม่น้ำลัวร์ให้เป็นมรดกโลกทางด้านวัฒนธรรม

 
ปราสาทชองบอร์ด (Chambord)  เป็นปราสาทที่ใหญ่ที่สุดในลุ่มแม่น้ำลัวร์  สร้างในสไตล์เรอเนซองส์แบบฝรั่งเศสโดยพระเจ้าฟรังซัวร์ที่ 1  หลังจากที่พระองค์ได้ครอบครองเมืองมิลานและได้เห็นสถาปัตยกรรมแบบเรอเนซองส์อิตาลี   พระองค์จึงมีพระประสงค์ที่จะสร้างปราสาทให้เป็นที่อิจฉาของยุโรปในสมัยนั้น

 
พระองค์ทรงโปรดการล่าสัตว์  จึงสร้างปราสาทหลังนี้ขึ้นในป่าเพื่อสะดวกกับการล่าสัตว์   บริเวณปราสาทจะมีกวาง หมูป่าเดินอยู่รอบ ๆ  หลังจากสวรรคต ปราสาทแห่งนี้ได้ถูกทิ้งร้างเป็นเวลากว่า 400 ปี

 
ไม่ไกลจากปราสาทชองบอร์ด  จะถึงปราสาทเชอนองโซ (Chenonceau) พระเจ้าฟรังซัวร์ที่ 1 โปรดเสด็จมาที่นี่   ต่อมาตกเป็นสมบัติของพระเจ้าอองรีที่ 2  พระโอรสของพระเจ้าฟรังซัวร์ที่ 1   พระเจ้าอองรีที่ 2 ทรงอภิเษกกับพระนางแคเธอรีน (Catherine de Medici)  แต่ทรงโปรดสาวงามนางหนึ่งและได้ยกปราสาทเชอนองโซให้เป็นที่อาศัยของพระสนมดิอาน (Diane de Poitiers)    ดิอานโปรดปรานปราสาทแห่งนี้มาก  ได้สร้างสะพานเชื่อมจากปราสาทไปยังอีกฝั่งของแม่น้ำแชร์

 
ต่อมาเมื่อพระเจ้าอองรีที่ 2 เสด็จสวรรคต พระนางแคเธอรีนได้ยึดปราสาทเชอนองโซจากพระสนมดิอาน   และเสด็จประทับที่ปราสาทแห่งนี้แทน พระนางได้สร้างปราสาทสองชั้นเหนือสะพานของดิอาน   ตอนเย็นปราสาทแห่งนี้จะเรืองรองด้วยแสงไฟจากงานเลี้ยงรื่นเริง ซึ่งส่องแสงสะท้อนบนน้ำที่นิ่งสงบของแม่น้ำแชร์

 
ปราสาทเชอแวร์นี (Cheverny)  สร้างขึ้นในระหว่างปี ค.ศ.1924-1930   ปราสาทแห่งนี้ตกเป็นสมบัติของพระเจ้าอองรีที่ 2  ซึ่งยกให้พระสนมดิอาน  แต่ดิอานโปรดปรานปราสาทเชอนองโซมากกว่า  จึงขายปราสาทแห่งนี้ให้เจ้าของเดิม
 
ทหารและสุนัขที่ใช้ในการล่าสัตว์หน้าปราสาท

 
ปราสาทอองบัวซ์ (Amboise)  ที่สวยงามแห่งนี้ถูกสร้างขึ้นในคริสตศตวรรษที่  11  ครั้งหนึ่งเคยเป็นพระราชวังหลวงในช่วงปีคริสต์ศตวรรษที่ 15-16   กษัตริย์ของฝรั่งเศสหลายพระองค์โปรดที่จะประทับ ณ ปราสาทแห่งนี้   โดยเฉพาะพระเจ้าฟรังซัวร์ที่ 1 ผู้ชักชวนให้ลีโอนาร์โด ดาวินชี มาอยู่ที่เมืองนี้   และได้นำศิลปะแบบเรอเนซองส์ของอิตาลีเข้ามายังบริเวณแถบนี้ด้วย

 
บ้านของลีโอนาร์โด ดาวินชี สมัยที่ย้ายมาอยู่ที่ลุ่มน้ำลัวร์  เขาใช้ชีวิตในช่วงสามปีสุดท้ายที่นี่ และสิ้นใจในปี ค.ศ.1519

 
ปราสาทบลัวส์ (Blois)  ใช้เวลาถึง 4 ศตวรรษในการสร้าง  สถาปัตยกรรมจึงเป็นส่วนผสมของศิลปะในช่วงเวลาดังกล่าว   จริง ๆ ปราสาทบลัวส์ประกอบไปด้วยปราสาท 4 หลังในสไตล์ที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง  เชื่อมโยงเข้าไว้ด้วยกันในศิลปะแบบกอธิกส์  เรอเนซองส์  อิตาเลียน  และ เฟรนช์คลาสสิกสไตล์   ส่วนที่มีชื่อเสียงที่สุดคือบันไดวน และลวดลายศิลปะด้านหน้าอาคาร

 
ปราสาทอาเซย์-เลอ-ริโด (Azay-le-Rideau)  เป็นปราสาทเล็ก ๆ แต่มีเสน่ห์ดึงดูดมากพอที่จะเป็นที่ประทับของกษัตริย์ฝรั่งเศสถึงสามพระองค์   สร้างในศิลปะเรอเนซองส์แบบอิตาเลียน  ปัจจุบันปราสาทแห่งนี้เป็นปราสาทที่ได้รับการบูรณะดูแลดีที่สุดแห่งหนึ่งในลุ่มแม่น้ำลัวร์

 
ด้านหนึ่งอยู่ติดแม่น้ำ

 
ปราสาทอุสเซ่ (Usse)  ด้วยบรรยากาศที่สุดแสนจะโรแมนติก  ว่ากันว่า Charles Perrault ซึ่งเป็นผู้แต่งนิทานเรื่องเจ้าหญิงนิทรา  ได้แรงดลใจในการประพันธ์มาจากการเยี่ยมชมปราสาทแห่งนี้ในคริสตศตวรรษที่ 17  ปัจจุบันเจ้าของปราสาทยังคงอาศัยอยู่ที่นี่  แต่เปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าชมเพื่อเป็นค่าดูแลและซ่อมแซมปราสาทที่ต้องใช้เงินมหาศาล 

 
ปราสาทวิลองดรี (Villandry) ล้อมรอบด้วยสวนสวย ๆ แบบเรเนอซองส์

 
เมืองตูร์ (Tours)  มีประชากร 140,000 คน  ตั้งอยู่ระหว่างแม่น้ำลัวร์ทางตอนเหนือและแม่น้ำแชร์ทางตอนใต้   มีประวัติศาสตร์เก่าแก่ยาวนาน   อาคารส่วนใหญ่ในเมืองจะมีสีขาวหลังคาน้ำเงิน

 
ในเขตเมืองเก่า ตรงกลางเป็นจัตุรัสชื่อว่า Place Plumereau มีบ้านเรือนในยุคกลางซึ่งบางส่วนเป็นไม้ซุง   มีร้านอาหารและผับตั้งเรียงรายเต็มไปหมด

 
โบสถ์แห่งเมืองตูร์ สร้างอุทิศแด่บิชอปแซงต์กาเตียง (Saint-Gatien)  เริ่มสร้างในปี ค.ศ.1170 เพื่อแทนโบสถ์หลังเดิมที่ถูกไฟไหม้ในสงครามเมื่อ 4 ปีก่อนหน้านี้   แต่สถาปัตยกรรมส่วนใหญ่เป็นศิลปะแบบกอธิกส์ยุคศตวรรษที่ 15


 
ปราสาทเยอะมาก เล่าไม่หมดแล้ว ดูรูปอย่างเดียวละกัน








 
รูปกษัตริย์ฝรั่งเศสที่เคยประทับอยู่ที่ลุ่มแม่น้ำลัวร์แห่งนี้

 
หมดแล้วครับ  ขอจบด้วยภาพกระเบื้องโมเสกสวย ๆ

ท่องเที่ยวบึงฉวาก สุพรรณบุรี

บึงฉวากเฉลิมพระเกียรติ
   บึงฉวากเฉลิมพระเกียรติ เป็นบึงน้ำธรรมชาติขนาดใหญ่ มีพื้นที่ทั้งหมดประมาณ 2,700 ไร่ อยู่ห่างจากตัวเมืองสุพรรณบุรีประมาณ 64 กิโลเมตร บึงฉวากมีพื้นที่ติดต่อกับอำเภอหันคา จังหวัดชัยนาทและอำเภอเดิมบางนางบวช จังหวัดสุพรรณบุรี ส่วนที่อยู่ในเขตอำเภอเดิมบางนางบวชมีพื้นที่ประมาณ 1,700 ไร่ บึงฉวากได้รับประกาศให้เป็นเขตห้ามล่าสัตว์มาตั้งแต่ ปี พ.ศ. 2526 และในปี พ.ศ. 2541 ได้รับการจัดให้เป็นพื้นที่ชุ่มน้ำที่มีความสำคัญระดับชาติ ตามอนุสัญญาแรมซาร์ที่ประเทศไทยเป็นภาคี เนื่องจากความหลากหลายของพันธุ์พืชและสัตว์ที่มีในบึง ลักษณะที่เรียกว่าเป็นพื้นที่ชุ่มน้ำตามอนุสัญญาแรมซาร์ คือพื้นที่ลุ่ม พื้นที่ราบลุ่ม พื้นที่ลุ่มชี้นแฉะ พื้นที่ฉ่ำน้ำ มีน้ำท่วม น้ำขัง พื้นที่พรุ พื้นที่แหล่งน้ำ ทั้งที่เกิดเองตามธรรมชาติและที่มนุษย์สร้าง ทั้งที่มีน้ำขังหรือน้ำท่วมถาวรหรือชั่วคราว ทั้งแหล่งน้ำนิ่งและน้ำไหล แหล่งน้ำจืด น้ำกร่อยและน้ำเค็ม รวมไปถึงชายฝั่งทะเลและทะเลในบริเวณซึ่งเมื่อน้ำลดต่ำสุด   น้ำลึกไม่เกิน 6 เมตร ซึ่งบึงฉวากเข้าข่ายลักษณะดังกล่าว คือเป็นบึงน้ำจืดที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ มีความลึกเฉลี่ยประมาณ 1 – 3 เมตร

สถานที่ท่องเที่ยวภายในบึงฉวาก
โซนสวนสัตว์
  
ศูนย์พัฒนาการจัดการสัตว์ป่าบึงฉวาก สร้างขึ้นเฉลิมพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในวโรกาสทรงครองราชย์เป็นปีที่ 50  ประกอบด้วย อาคารศูนย์บริการนักท่องเที่ยว จัดนิทรรศการให้ความรู้เกี่ยวกับการ เพาะเลี้ยงสัตว์ป่าชนิดต่างๆ การดูนก สภาพทางภูมิศาสตร์ ประวัติความเป็นมาของบึงฉวาก มีตู้จำลองระบบนิเวศ  ห้องฉายสไลด์วีดิทัศน์ ด้านนอกอาคารมี กรงเลี้ยงนก ขนาดใหญ่ มีพื้นที่ประมาณ 5 ไร่ สูง 25 เมตร ภายในกรงได้รับการตกแต่งให้ดูคล้าย สภาพธรรมชาติ ประกอบด้วยนกกว่า 45 ชนิด ที่น่าสนใจ ได้แก่ นกกาบบัว  นกเป็ดแดง ไก่ฟ้าพญาลอ และ ไก่ฟ้าสีทอง ซึ่งกล่าวกันว่า เป็นไก่ฟ้าที่มีความสวยงามที่สุดในโลก มีการจำลองน้ำตกขนาดเล็กเอาไว้ภายในกรง ผู้เข้าชมจะเดินตามทางเดินที่จัดไว้ และได้สัมผัสใกล้ชิดกับนกต่าง ๆ ที่ปล่อยให้มีชีวิตอยู่ในสภาพแบบธรรมชาติ เดินผ่านหน้าเราไป หากเดินถัดไปจากกรงนก จะเป็นกรงเสือขนาดใหญ่ กรงเสือขนาดเล็ก มีเสือชนิดต่าง ๆ ให้ชมและ ที่พิเศษคือ มีลูกเสือดูดนมหมู และสัตว์สวยงามอีกหลายชนิด

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมที่  
ศูนย์พัฒนาการจัดการสัตว์ป่าบึงฉวาก
เปิดทุกวัน
จันทร์-ศุกร์ 08-16.30 น.
เสาร์-อาทิตย์ 08.00-18.00 น.
โทร. 035-439206, 035-439210
สำนักงานเขตห้ามล่าสัตว์ป่าบึงฉวาก
โทร. 035-481250
1. เขตห้ามล่าสัตว์ป่า 2. กรงเสือและกรงสิงห์โต
กรงเสือและสิงโต ลักษณะภายในตกแต่งเป็นถ้ำและเนินหิน ให้ดูคล้ายสภาพธรรมชาติ ซึ่งเป็นกรงเลี้ยงสัตว์ป่าตระกูลแมว อันได้แก่ สิงโต เสือโคร่ง เสือลายเมฆ เสือดาว แมวดาว เป็นต้น นอกจากนั้นยังมีกรงสัตว์ป่าหายากอีกหลายประเภท ที่จัดแสดงไว้ เช่น นกน้ำ นกยูงและไก่ฟ้าชนิดต่างๆ ม้าลาย อูฐ และนกกระจอกเทศ
3. สถานที่ถ่ายภาพร่วมกับสัตว์
เด็กจะได้สนุกสนานกับการถ่ายภาพบนหลังม้า หรือถ่ายภาพคู่กับลิงอุรังอุตัง เก็บไว้เป็นที่ระลึก
4. ศูนย์พัฒนาการจัดการสัตว์ป่า และกรงนกใหญ่
เดินชมภายในกรงนกใหญ่ ที่มีสภาพแวดล้อมคล้าย สภาพธรรมชาติ ชมพันธ์นกหายากกว่า 30 ชนิด เช่น นกยูง นกกาบบัว เป็ดแดง5. เกาะกระต่าย
พื้นที่คล้ายเกาะ สร้างเป็นที่พักของกระต่าย 2 สายพันธุ์ คือ สายพันธุ์เจอร์ซี่ วูลลี่ และสายพันธุ์แองโกร่า ที่มีความน่ารักและสวยงาม รวมทั้งยังมีกวางดาว เนื้อทราย และจากสาเหตุที่เป็นเกาะมีพื้นที่น้ำล้อมรอบ จึงเลี้ยงปลาไว้ในกระชังอีกจำนวนมาก เพื่อให้ผู้คนได้พักผ่อนอีกประเภทหนึ่ง โดยการให้อาหาร เช่น ปลาทอง ปลาคาร์ฟ ปลาสวายเผือก ฯลฯ ศูนย์พัฒนาการจัดการสัตว์ป่าบึงฉวาก เปิดทุกวันจันทร์-ศุกร์ เวลา 08.00-16.30 น. เสาร์-อาทิตย์ เวลา 08.00-18.00 น.
6.
ศูนย์รวมพันธุ์ไก่ และกรงสัตว์หายาก
เป็นสถานที่รวบรวมพันธุ์ไก่ชนิดต่างๆ ทั้งสวยงาม และหายาก เช่น ไก่ฟ้าหลังขาว ไก่ฟ้าสีทอง ไก่ฟ้าพญาลอ และสัตว์หายากอีกหลายชนิด
(ค่าเข้าชม ผู้ใหญ่ 20 บาท เด็ก 5 บาท)

7. อุทยานผักพื้นบ้านเฉลิมพระเกียรติ
อยู่ในความดูแลของกรมส่งเสริมการเกษตร จัดตั้งขึ้นเพื่อสร้างจิตสำนึก ให้ประชาชนทั่วไปเห็นคุณค่าและอนุรักษ์ผักพื้นบ้าน โดยรวบรวมผักพื้นบ้านจากทั่วภูมิภาค ของประเทศไทยกว่า 500  ชนิด มาปลูกไว้ในบริเวณเกาะกลางบึงฉวาก มีทั้งสมุนไพร ไม้ยืนต้น ไม้เลื้อย และไม้ชื้นแฉะที่น่าสนใจได้แก่ น้ำเต้าสี่เหลี่ยม บวบหอมขนาดใหญ่ อุโมงค์น้ำพุ และการจัดสวนไม้ประดับด้วยผักพื้นบ้าน นอกจากนั้นยังมีโรงปลูกพืชระบบระเหยน้ำ และสาธิตการปลูกพืชไร้ดินจัดแสดงให้ชมด้วย และมีห้องสมุดบริการคอมพิวเตอร์ สำหรับค้นคว้าข้อมูลพันธุ์ผักต่าง ๆ
ห้องนิทรรศการแสดงผลผลิตทางการเกษตร ศูนย์บริการท่องเที่ยวเกษตรอุทยานผักพื้นบ้าน เปิดให้เข้าชมทุกวันตั้งแต่
เวลา 08.30-18.00 น.
(ชมฟรี) สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่
โทร. 081-948 214, 089-8361358
       035-430011 
หรือสำนักงานเกษตรอำเภอเดิมบางนางบวช
โทร.035-545450 , 035-555455

 
8.
เรือจักรยานน้ำ
สำหรับครอบครัวได้ออกกำลังกาย กับธรรมชาติที่สวยงามภายในบึง

โซนสัตว์น้ำ 9. สถานแสดงพันธุ์สัตว์น้ำบึงฉวาก
    (อุโมงค์ปลาน้ำจืด)ภายในอาคารแสดงพันธุ์สัตว์น้ำรวบรวมพันธุ์ ปลาน้ำจืด ปลาสวยงามและพันธุ์ปลาหายาก เอาไว้ให้ประชาชนได้ศึกษา แบ่งเป็น 2 อาคาร อาคารแสดงสัตว์น้ำหลังที่ 1
จัดแสดงพันธุ์สัตว์น้ำจืดและสัตว์น้ำเค็ม ทั้งพันธุ์ปลาไทย และพันธุ์ปลาต่างประเทศกว่า 50 ชนิด เช่น ปลาบึก ปลากระโห้ ปลาม้า ปลากราย ปลาช่อนงูเห่า ปลาเสือตอ เป็นต้น
อาคารแสดงสัตว์น้ำหลังที่ 2
ประกอบด้วยตู้ปลาขนาดใหญ่สวยงาม บรรจุน้ำได้กว่า 400 ลูกบาศก์เมตร และมีอุโมงค์ความยาวประมาณ 8.5 เมตร ผู้ชมสามารถเดินลอดผ่านใต้ตู้ปลา ได้บรรยากาศเหมือนอยู่ใกล้สัตว์น้ำ ซึ่งถือว่าเป็นอุโมงค์ปลาน้ำจืดแห่งแรก ของประเทศไทย มีนักประดาน้ำหญิงสาธิตการให้อาหารปลา นอกจากนั้นโดยรอบยังมีตู้ปลาน้ำจืดอีก 30 ตู้ และตู้ปลาทะเลสวยงามอีก 7 ตู้
การแสดงตู้ปลาใหญ่
มีเฉพาะวันเสาร์ อาทิตย์
และวันหยุดนักขัตฤกษ์ มี 4 รอบ
ตั้งแต่เวลา
10.30
– 16.00 น. 10. บ่อจระเข้น้ำจืด
เป็นบ่อจระเข้ที่ได้จำลองให้มีสภาพใกล้เคียงกับ ธรรมชาติมากที่สุด พื้นที่ประมาณ 3 ไร่ มีจระเข้น้ำจืดพันธุ์ไทยขนาด 1.5
– 4.0 เมตร ประมาณ 60 ตัว ซึ่งผู้ชมจะได้เห็นความเป็นอยู่ แบบธรรมชาติของจระเข้ และสามารถเข้าชมอย่างใกล้ชิด
มีการแสดงจระเข้วันเสาร์
– อาทิตย์
และวันหยุดนักขัตฤกษ์
รอบ 11.00น. 12.30น. 14.00น. และ 15.30 น.

11. อาคารสถานแสดงพันธุ์สัตว์น้ำ
หลังที่ 3
(สวรรค์แห่งโลกใต้ทะเล)
จัดแสดงพันธุ์ปลาทะเลมากมายหลายชนิด ให้ได้ชมกัน มีตู้ปลาขนาดใหญ่ และตู้ปลารูปทรงแปลกตา เพื่อคอยบริการนักท่องเที่ยวให้ได้ชื่นชมกับ  ความสวยงาม และบรรยากาศของโลกใต้ทะเล รวมทั้งตื่นตาตื่นใจกับอุโมงค์ปลา และบันไดเลื่อน ขนาดความยาว 75 เมตร เพื่อให้ได้ศึกษาสภาพความเป็นอยู่ของ สัตว์ทะเลอย่างใกล้ชิด รวมทั้งบ้านของเจ้าแห่งท้องทะเล หรือปลาฉลามอีกจำนวนมาก ภายอาคารในพบกับ
ตู้ปลาทรงกระบอก (Cylinder)
ใหญ่และสูงที่สุดในเมืองไทย
เปิดโลกใต้ทะเล
(The Open Sea)
ชมความงามของปลากระเบนนก
ปลาฉลามครีบดำ ปลาค้างคาว

ตู้ยักษ์ใต้สมุทร
(Giant Groupter)
พบปลาหมอทะเล
ปลากระเบนท้องน้ำ
เต่าทะเล และอุโมงค์ยาว 12.50 เมตร

ตู้แนวประการัง (Coral reef)
พบกับฝูงปลาขนาดใหญ่ ปลาปักเป้า ปลาผีเสื้อ ว่ายวนบนแนวประการังเทียม
ที่สีสันสวยสดงดงาม

ตู้ประการังสีฟ้าจากโอกินาวา
(Okinava blue)

เนรมิตประการังภายในตู้เปรียบเสมือน
ประการังแห่งท้องทะเลโอกินาวา

อุโมงค์ปลาฉลาม (Shark Tunnel)
ตื่นตากับฝูงปลาฉลามขนาดใหญ่
ฉลามเสือทราย ฉลาดเสือดาว ฉลามครีบดำ และอุโมงค์ยาว 16 เมตร กว้าง 6 เมตร ซึ่งเป็นอุโมงค์ปลาที่กว้างที่สุดในโลก

ตู้สีสันสิมิลัน (Similan Cliff)
ตกแต่งด้วยประการังสีชมพู กัลปังหาที่สวยงาม และปลาสีสันสวยงามหลากหลายชนิด

การแสดงการให้อาหารปลาฉลาม
มีทุกวัน วันละ 1 รอบ
ตั้งแต่
เวลา 14.00 น.